ดวงใจนิรันดร์
ตำนานรักของเย่ลิ่งเฟิง
นวนิยายจีนกำลังภายใน ดัดแปลงจากบทเพลง "คนเดียวและคนสุดท้าย" (The One and Only)
บทนำ : ดาบเย็นกลางหิมะพันปี
ณ ดินแดนกลาง ในยุคที่ยุทธจักรปั่นป่วน "สำนักดาบเย็น" (寒劍門) ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาหิมะที่สูงเสียดฟ้า เป็นที่เลื่องลือกันทั่วแผ่นดินว่าศิษย์เอกของสำนัก นาม "เย่ลิ่งเฟิง" (葉凌風) นั้น มีฝีมือดาบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี และมีหัวใจที่แข็งกระด้างยิ่งกว่าใบดาบในมือของเขา
ตั้งแต่ยังเยาว์วัยเพียงสิบสามปี เย่ลิ่งเฟิงต้องเผชิญกับการสูญเสียครั้งใหญ่ มารดาของเขาถูกสังหารต่อหน้าต่อตา ครอบครัวพังพินาศในชั่วข้ามคืนด้วยน้ำมือของศัตรูที่มืดมน ตั้งแต่นั้นมา เขาก็สาบานกับตนเองว่าจะไม่ยอมเปิดดวงใจให้กับสิ่งใดอีก เพราะการรักหมายถึงการสูญเสีย และการสูญเสียนั้นเจ็บปวดยิ่งกว่าคมดาบใดๆ ในยุทธจักร
"ดาบของข้า เย็นเฉียบ... ใจของข้า ก็เช่นกัน"
เขาเคยกล่าวกับอาจารย์ผู้แก่ชราด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ปราศจากแววตาที่มีชีวิต
อาจารย์ของเขาเพียงทอดถอนใจยาว แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ปนความเอ็นดู
"เจ้าหนู หิมะที่ปกคลุมยอดเขาในฤดูหนาวอันยาวนาน ในที่สุดก็ต้องละลายเมื่อตะวันฤดูใบไม้ผลิมาเยือน... จงจดจำคำของอาจารย์ผู้นี้ไว้ให้ดี"
แต่เย่ลิ่งเฟิงไม่เชื่อ เขาเชื่อมั่นว่ากำแพงน้ำแข็งที่เขาก่อขึ้นในใจตลอดสิบปีที่ผ่านมา จะไม่มีวันละลายลงได้ ไม่ว่าด้วยมือของผู้ใด
จนกระทั่งวันที่เขาได้พบกับ "นาง"...
44444444444444444444444444444444444444444444444444444
บทที่ ๑ : กำแพงน้ำแข็งที่ก่อมาค่อนชีวิต
ปีที่ยี่สิบสามแห่งรัชศกเทียนหยวน ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนเมืองเจียงหนาน เย่ลิ่งเฟิงได้รับมอบหมายจากอาจารย์ให้ลงเขาเพื่อไปสืบเรื่องราวของกลุ่มคนร้ายที่ก่อความวุ่นวายอยู่แถบ "ลำธารดอกท้อ" (桃花溪)
เขาเดินทางมาถึงในวันที่ดอกท้อบานสะพรั่งเต็มหุบเขา กลีบสีชมพูร่วงปลิวคล้ายหิมะอุ่นๆ แต่หัวใจของเขายังคงเย็นเฉียบเหมือนเดิม ผู้คนในหมู่บ้านมองเขาด้วยความหวาดกลัว เพราะใบหน้าของเขานั้นนิ่งสงบราวกับหินผา ดวงตาคู่นั้นไม่เคยมีน้ำหนักของความเมตตาให้แก่ผู้ใด
"คนคุ้นหน้ามากมายผ่านเข้ามาในชีวิตข้า" เย่ลิ่งเฟิงรำพึงกับตนเองขณะนั่งดื่มสุราอยู่ลำพังในโรงเตี๊ยมเล็กๆ ริมลำธาร "แต่ไม่มีผู้ใดเลย ที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าควรค่าแก่การเปิดดวงใจ"
ในขณะนั้นเอง ประตูโรงเตี๊ยมก็ถูกเปิดออกอย่างนุ่มนวล สตรีผู้หนึ่งในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนเดินเข้ามา ผมยาวสยายปลิวเล่นกับสายลมที่พัดผ่าน ใบหน้าของนางขาวนวลดั่งหยกเย็น ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายดั่งดาวบนฟากฟ้ายามค่ำคืน
นางคือ "ซูเหวินเยวี่ย" (蘇問月) บุตรีคนเดียวของแพทย์หลวงผู้ถูกใส่ร้ายและประหารชีวิตเมื่อสิบปีก่อน นางเดินทางผจญภัยทั่วยุทธจักรเพื่อตามหาความจริงเบื้องหลังการตายของบิดา และนางเองก็มี "กำแพง" ในใจที่ก่อสูงขึ้นมาตลอดสิบปีไม่ต่างจากเย่ลิ่งเฟิง
ทว่าเมื่อสายตาของทั้งสองสบกันโดยบังเอิญ บางสิ่งบางอย่างในอกของเย่ลิ่งเฟิงก็สั่นไหวเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี ราวกับน้ำแข็งที่หนาทึบเริ่มได้ยินเสียงร้าวแรกของตนเอง
นางเดินตรงเข้ามาที่โต๊ะของเขาโดยไม่ลังเล แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น
"เหตุใดท่านจึงนั่งดื่มสุราอย่างเดียวดายเช่นนี้ ท่านไม่กลัวว่าน้ำแข็งในใจจะแตกร้าวจากความเหงาดอกหรือ"
เย่ลิ่งเฟิงเงยหน้าขึ้นมองนางอย่างพิศวง ไม่เคยมีผู้ใดพูดกับเขาเช่นนี้มาก่อน ทุกคนต่างกลัวเขา หลีกเลี่ยงเขา หรือไม่ก็พยายามใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของเขา แต่สตรีผู้นี้... กลับมองทะลุกำแพงของเขาราวกับว่ามันโปร่งใสดั่งกระจกใส
"ข้าไม่ต้องการสิ่งใดจากผู้ใด" เขาตอบเย็นชา ตามนิสัยที่เคยชิน
"เช่นนั้นหรือ" นางยิ้มน้อยๆ แล้วนั่งลงตรงข้ามเขาโดยไม่ขออนุญาต "ข้าก็ไม่ต้องการสิ่งใดจากท่านเช่นกัน เพียงแต่... ดวงใจของข้าบอกว่าท่านกำลังเจ็บปวด และข้ารู้ดีว่าความเจ็บปวดเช่นนั้นเป็นเช่นไร"
เย่ลิ่งเฟิงหุบยิ้มและเงียบงัน
เป็นเวลาหลายปีที่เขาสร้างเกราะกำบังขึ้นล้อมรอบหัวใจ ปฏิเสธโลกภายนอก ปฏิเสธทุกความรู้สึก แต่บัดนี้ หญิงผู้นี้กลับเดินเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเขาอย่างง่ายดาย ราวกับว่ากำแพงทั้งหมดที่เขาสร้างมาค่อนชีวิตนั้นไม่เคยมีอยู่จริง
"นางผู้นี้... ต่างจากผู้อื่น" เขาคิดในใจ ขณะที่หัวใจที่ด้านชามาเป็นเวลานานเริ่มเต้นแรงขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน "นางดี... ในแบบที่ข้าไม่เคยพบมาก่อนในชีวิตนี้"
บทที่ ๒ : เมื่อใจที่ด้านชา ได้รู้จักคำว่า "คุณค่า"
เดือนแล้วเดือนเล่าผ่านไปดั่งสายน้ำในลำธาร เย่ลิ่งเฟิงและซูเหวินเยวี่ยร่วมเดินทางไปในยุทธจักร เพื่อสืบหาความจริงเบื้องหลังการตายของบุพการีของทั้งสอง ในระหว่างทาง เย่ลิ่งเฟิงเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่เคยสังเกตมาก่อนตลอดสิบปีที่ผ่านมา
ดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณนั้น... สวยงามเหลือเกิน
เสียงนกร้องในป่ายามเช้านั้น... ฟังไพเราะเหลือเกิน
และรอยยิ้มของหญิงผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ข้างกองไฟยามค่ำคืน... ทำให้หัวใจที่เคยด้านชาของเขากลับมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
ในคืนหนึ่งใต้แสงจันทร์ ขณะที่ทั้งสองพักอยู่ในป่าไผ่อันสงัด ซูเหวินเยวี่ยกำลังนั่งเย็บเสื้อคลุมที่ขาดของเย่ลิ่งเฟิงอยู่ข้างกองไฟ เขาเฝ้ามองนางอย่างพิศวงเป็นเวลานาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครืออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
"เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้... เพื่อข้า"
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายในแสงไฟอันอบอุ่น "ทำสิ่งใดหรือ"
"ดูแลข้า เย็บเสื้อให้ข้า ห่วงใยข้า... ข้าไม่ใช่คนที่คู่ควรกับสิ่งเหล่านี้ ข้ามือเปื้อนเลือดของศัตรู หัวใจของข้าก็เป็นน้ำแข็งมาเป็นเวลานาน"
ซูเหวินเยวี่ยวางเข็มลงอย่างช้าๆ มองเขาด้วยสายตาที่ลึกซึ้งจนทำให้เขาแทบทนไม่ไหว
"ลิ่งเฟิง ท่านรู้หรือเปล่าว่าท่านสำคัญเพียงใด..."
เย่ลิ่งเฟิงตะลึงงัน ไม่มีคำใดหลุดออกจากริมฝีปาก
"ท่านมีค่ามากเพียงใด... สำหรับคนที่ใจเคยด้านชาเช่นข้า"
นางพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าใต้แสงจันทร์
"ก่อนพบท่าน ข้าคิดว่าโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดควรค่าให้ข้าเปิดใจอีกแล้ว ข้าตั้งกำแพงไว้สูงเสียดฟ้า เช่นเดียวกับท่าน ข้าผ่านผู้คนคุ้นเคยมามากมายในยุทธจักร แต่ไม่มีผู้ใดเลยที่ทำให้ข้ารู้สึกว่าปลอดภัยพอที่จะวางเกราะลง... จนกระทั่ง..."
นางหยุด สูดลมหายใจลึกๆ
"จนกระทั่งข้าได้พบกับชายผู้หนึ่ง ที่ใต้ความเย็นชานั้นมีหัวใจที่อ่อนโยนที่สุดที่ข้าเคยรู้จัก ข้าจึงได้เข้าใจว่า บางครั้งกำแพงไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อกีดกันโลกภายนอก แต่สร้างขึ้นเพื่อรอ... รอใครสักคนที่กล้าหาญและคู่ควรพอจะเดินผ่านมันเข้ามา"
เย่ลิ่งเฟิงรู้สึกว่ามีบางสิ่งในอกของเขาแตกสลายลง น้ำแข็งที่ก่อตัวมาตลอดสิบปี ในที่สุดก็เริ่มละลายลงทีละน้อยภายใต้แสงตะวันที่ชื่อ "ซูเหวินเยวี่ย"
เขาเอื้อมมือไปจับมือของนางอย่างแผ่วเบา ราวกับกลัวว่านางจะหายไปดั่งความฝัน
"เหวินเยวี่ย..." เขาเอ่ยชื่อของนางเป็นครั้งแรก น้ำเสียงสั่นเครือดั่งใบไม้ในสายลม "ก่อนพบเจ้า ข้าคิดว่าตัวข้าตายไปแล้วตั้งแต่วันที่ครอบครัวของข้าจากไป เหลือไว้เพียงร่างกายที่เดินได้ ดาบที่ฟันได้ แต่ไร้ซึ่งวิญญาณ... แต่เจ้ากลับทำให้ข้ารู้สึกว่า ข้ายังมีลมหายใจอยู่ ยังมีหัวใจอยู่ และหัวใจดวงนี้... ยังมีค่าพอที่จะรักและถูกรัก"
นางยิ้มทั้งน้ำตา "เช่นนั้น เราก็ยังเป็นคนเดิม เพียงแต่กล้าหาญขึ้น เปราะบางขึ้น... และจริงใจขึ้น"
ในคืนนั้น ภายใต้แสงจันทร์ในป่าไผ่อันสงัด ดวงใจสองดวงที่เคยถูกปิดตายมาเป็นเวลาแสนนาน ในที่สุดก็เปิดออกพร้อมกันอย่างเงียบงัน
บทที่ ๓ : คำสาบานใต้แสงจันทร์ — คนเดียวและคนสุดท้าย
หลังจากผ่านการต่อสู้ การหักหลัง และการผจญภัยมานับครั้งไม่ถ้วน ในที่สุดเย่ลิ่งเฟิงและซูเหวินเยวี่ยก็สามารถเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ได้ กลุ่มคนชั่วที่อยู่เบื้องหลังการสังหารครอบครัวของทั้งสองคือ "เจ้าวังใต้พิภพ" (冥王) ผู้ทรงอิทธิพลในยุทธจักรมืดที่ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องมาเป็นเวลานาน
ในการต่อสู้ครั้งสุดท้ายบนยอดเขาเทียนซานที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ซูเหวินเยวี่ยถูกดาบพิษเฉี่ยวเข้าที่แขน เลือดสีแดงสดหยดลงบนหิมะขาวบริสุทธิ์ เย่ลิ่งเฟิงโกรธจนสุดขีด ดาบเย็นในมือของเขาเปล่งประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต
เพราะในคราวนี้ ดาบของเขาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วย "ความเกลียดชัง" ดั่งในอดีต... แต่ด้วย "ความรัก"
หลังจากกำราบศัตรูสำเร็จ เขาอุ้มนางลงจากเขาด้วยความเร่งรีบ ใจสั่นด้วยความหวาดกลัวที่จะสูญเสียนางไปเหมือนที่เคยสูญเสียทุกคนในชีวิต
"เหวินเยวี่ย จงอยู่กับข้า อย่าทิ้งข้าไป ขอข้าเถิด..." เขาวิงวอน น้ำตาไหลรินเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี
นางยิ้มอ่อนๆ ยกมือที่อ่อนแรงขึ้นลูบแก้มของเขาอย่างทะนุถนอม "ข้าไม่ไปไหนหรอก... ลิ่งเฟิงของข้า"
หลังจากที่นางหายดีจากบาดแผลพิษ ในคืนเทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงใต้แสงจันทร์เพ็ญที่ลำธารดอกท้ออันเป็นที่พบกันครั้งแรก เย่ลิ่งเฟิงคุกเข่าลงต่อหน้านาง
"เหวินเยวี่ย ข้ายังคงเป็นคนเดิม... คนที่เคยมีหัวใจเย็นเฉียบดั่งน้ำแข็งพันปี คนที่เคยสาบานว่าจะไม่ยอมรักผู้ใดอีกในชาตินี้..."
เขาหยุด สูดลมหายใจลึกๆ ดวงตาเปล่งประกายด้วยน้ำตาและความจริงใจที่ปะทุออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
"แต่บัดนี้... คนเดิมผู้นี้ ขอกลับรักเจ้าหมดดวงใจ"
"ข้าขอเป็นผู้ที่รักเจ้ายิ่งกว่าผู้ใดในแผ่นดินหล้านี้ ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป... ตราบจนวันสุดท้ายที่ข้าสิ้นลม เจ้าคือ คนสุดท้าย ของทุกนาทีและทุกดวงใจของข้า"
ซูเหวินเยวี่ยน้ำตาไหลพราก คุกเข่าลงตรงหน้าเขา จับมือเขาไว้แน่น
"และเจ้าก็เป็นคนสุดท้ายของข้าเช่นกัน ลิ่งเฟิง ไม่ว่าวันพรุ่งนี้ หรือเมื่อไรก็ตามในอนาคตที่จะมาถึง ข้าจะรักเจ้าเพียงผู้เดียว ทั้งทุกนาที และทั้งดวงใจ"
ลมพัดเอาดอกท้อร่วงปลิวมาตกบนไหล่ของทั้งสอง แสงจันทร์ส่องลงมาคล้ายให้พรแก่คำสาบานนี้ ในยุทธจักรอันกว้างใหญ่ มีคนสองคนที่เคยมีกำแพงสูงเสียดฟ้า บัดนี้ทำลายมันลงเพื่อกันและกัน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินไปด้วยกัน "ตราบเท่าวันสุดท้ายของลมหายใจ"
บทส่งท้าย : ดอกท้อในสวนนิรันดร์
หลายปีผ่านไป...
ในกระท่อมเล็กๆ ริมลำธารดอกท้อ อันเป็นสถานที่ที่ทั้งสองได้พบกันเป็นครั้งแรก เย่ลิ่งเฟิงนั่งจิบชาอยู่กับซูเหวินเยวี่ย เด็กน้อยสองคนวิ่งเล่นไล่ผีเสื้ออยู่ในสวนดอกท้อ เสียงหัวเราะใสๆ ดังก้องไปทั่วหุบเขา
"ลิ่งเฟิง" นางเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม "ท่านยังจำคำที่ข้าพูดในโรงเตี๊ยมวันนั้นได้ไหม"
เขายิ้มอ่อนๆ ดวงตาที่เคยเย็นเฉียบดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้อบอุ่นดั่งแสงตะวันยามอรุณ
"จำได้ดี เจ้าถามว่า... ข้าไม่กลัวว่าน้ำแข็งในใจจะแตกร้าวจากความเหงาดอกหรือ"
"แล้วบัดนี้ น้ำแข็งนั้นเป็นอย่างไรแล้วเล่า" นางถามด้วยรอยยิ้มซุกซน
เย่ลิ่งเฟิงจับมือนางไว้แน่น มองดวงตาคู่นั้นที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่อีกครั้งเมื่อหลายปีก่อน
"น้ำแข็งนั้นละลายไปนานแล้ว... กลายเป็นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงดอกท้อในสวนของเรา และจะหล่อเลี้ยงต่อไป... ตราบนี้จนวันตาย"
ลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านอย่างอ่อนโยน กลีบดอกท้อปลิวร่วงคล้ายหิมะอุ่นๆ คล้ายกับว่าฟ้าดินเองก็ยินดีกับความรักที่เป็นนิรันดร์ของทั้งสอง
เพราะในยุทธจักรอันกว้างใหญ่ ความรักที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เพียงความรู้สึกชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แต่คือคำสาบานที่ก้องกังวานในดวงใจ ที่จะเดินไปด้วยกันจน "ตราบนี้จนวันตาย" เป็น "คนเดียวและคนสุดท้าย" ของกันและกัน
ไม่ว่าพรุ่งนี้... หรือเมื่อไร...
— จบบริบูรณ์ —
หมายเหตุผู้แต่ง: นวนิยายเรื่องนี้ดัดแปลงเชิงสร้างสรรค์จากบทความเกี่ยวกับเพลง "คนเดียวและคนสุดท้าย" โดยถ่ายทอดบทเรียนความรัก 3 ประการ ผ่านเรื่องราวยุทธจักรจีน — การทลายกำแพงดวงใจ การมองเห็นคุณค่า และคำสาบานแห่งคนสุดท้าย










ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น